
ในภาษาจีนกลาง วรรณยุกต์ไม่ใช่เรื่องของสำเนียงหรือความไพเราะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความหมาย เปลี่ยนวรรณยุกต์ = เปลี่ยนคำ
ตัวอย่างคลาสสิกคือพยางค์ ma
ลากเสียงสูงค้างไว้ระดับเดียว ไม่ขึ้นไม่ลง คล้ายเสียงที่หมอให้ทำตอนตรวจคอ เทียบกับภาษาไทยจะใกล้เสียงสามัญที่ลากยาว เช่น 妈 mā
เหมือนเวลาเราถามด้วยความสงสัยว่า "หืม?" เสียงไต่ขึ้น ใกล้กับเสียงจัตวาของไทยแต่ขึ้นชันกว่า เช่น 麻 má
เสียงตกลงต่ำแล้วดีดกลับขึ้นมา เป็นเสียงที่คนไทยยากที่สุด เคล็ดลับคือในการพูดจริงเสียงที่ 3 มักออกแค่ครึ่งเดียว (ลงต่ำแล้วค้างไว้) ไม่ต้องดีดขึ้นทุกครั้ง เช่น 马 mǎ
เหมือนเวลาเราพูดว่า "เฮ้ย!" หรือสั่งการสั้น ๆ เสียงดิ่งลงจากสูงไปต่ำอย่างรวดเร็ว เช่น 骂 mà
บางพยางค์ไม่มีวรรณยุกต์ ออกเสียงสั้นและเบา เช่น 妈妈 (māma) พยางค์ที่สองออกเบากว่า
เสียงที่ 3 สองตัวติดกัน ตัวแรกเปลี่ยนเป็นเสียงที่ 2
你好 เขียน nǐ hǎo แต่ออกเสียงจริงเป็น ní hǎo ถ้าออกเสียงที่ 3 ทั้งสองตัวจะฟังแปลกทันที กฎนี้เจอบ่อยมากตั้งแต่บทแรก
คนไทยได้เปรียบเรื่องวรรณยุกต์เพราะหูเราคุ้นกับเสียงสูงต่ำอยู่แล้ว ขอแค่ยอมช้าลงในเดือนแรกเพื่อวางฐานให้แน่น แล้วอีก 6 เดือนข้างหน้าคุณจะไม่ต้องกลับมาแก้เสียงที่ติดผิดไปแล้ว

ทีมผู้สอนของ Mingxinchinese — สอนภาษาจีนสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งที่สถาบันและออนไลน์
กรุณา เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น
เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!